เปิดบ้านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
21st anniversary elledecoration thailand
LIVE | 28 Dec 2017
เปิดบ้านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
บ้านไม้กลางสวนสวยที่บันทึกประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ของสองประเทศ

ความร่มครึ้มของต้นจามจุรีใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วบริเวณพื้นที่สีเขียวย่านถนนวิทยุ ที่ปัจจุบันพื้นที่แบบนี้จะถูกแทนที่ด้วยตึกระฟ้า เพราะมูลค่าของที่ดินนั้นมหาศาลและเป็นย่านใจกลางกรุงเทพฯ

ไม่ว่าภูมิทัศน์ของถนนวิทยุจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นใด แต่พื้นที่แห่งนี้ยังคงสภาพเดิมไว้ร่วมศตวรรษ แม้ปัจจุบันจะเป็นการเช่าของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ย้อนไปก่อนหน้านั้น ด้วยการเล็งการณ์ไกลของนายเลิศ (พระยาภักดีนรเศรษฐ) ที่พยายามจัดสรรที่ดินแถวถนนวิทยุให้เหมาะกับการอยู่อาศัย รวมทั้งการนำต้นจามจุรีจากบราซิลมาปลูกให้ร่มเงาในยุคที่ถนนคือสิ่งใหม่สำหรับชาวบางกอกที่สัญจรทางแม่น้ำลำคลองเป็นหลัก

ก่อนหน้านั้นใน ปี พ.ศ.2457 นายโฮเรชีโอ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษ ได้สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นสำหรับพำนักเอง เขาเข้ามาทำงานให้บริษัทอเมริกันแรกๆ ที่ดำเนินกิจการในสยาม หลังการเสียชีวิตอย่างกะทันหันที่อังกฤษ บ้านหลังนี้ได้เป็นวังของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ภายหลังได้เป็นสถานทูตเบลเยียม ก่อนจะกลายมาเป็นที่พำนักเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษที่ปลูกสร้างในเมืองร้อน ตัวบ้านจึงยกพื้นสูงเพื่อการถ่ายเทอากาศได้ดี รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมเป็นแบบโคโลเนียลที่นิยมในยุคนั้น เสาเรือนส่วนที่ยกพื้นเป็นใต้ถุนสูงเป็นปูน แต่โครงสร้างชั้นบนทั้งหมดรวมทั้งเครื่องหลังคาเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้องว่าว ผนังไม้มีน้ำหนักเบา มีช่องหน้าต่างโปร่ง เป็นเรือนหลังใหญ่ที่เหมาะกับอากาศเขตร้อนเช่นนี้

แม้จะไม่เน้นรายละเอียดของการฉลุประดับประดาตามแบบเรือนลูกไม้ทั่วไป แต่นายเบลีย์ก็ได้มีการประดับวงโค้งเหนือช่องหน้าต่างด้วยไม้แกะสลักรูปหน้าคน ซึ่งแต่ละหน้านั้นไม่เหมือนกันเลย และเขาเลือกให้มีทั้งหน้าคนยุโรปและหน้าคนเอเชียปะปนกัน บ้านหลังนี้ผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง แต่ครั้งใหญ่สุดก็คือสมัยนายเอ็ดวิน สแตนตัน เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนแรก ที่ตัดสินใจขอเช่าบ้านหลังนี้ ในนามรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สภาพบ้านหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองและใช้เป็นเรือนพักอยู่ในสภาพทรุดโทรม รอบๆ คือเศษขยะสงคราม ทั้งซากรถขึ้นสนิม ซากชิ้นส่วนโลหะที่จมอยู่ในคลองรอบบ้าน

งานบูรณะบ้านหลังนี้ให้เป็นเรือนพักของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จึงเป็นเรื่องใหญ่ โดยมีหัวแรงใหญ่คือ โจเซฟิน สแตนตัน ภรรยาของนายสแตนตัน มีเรื่องเล่าว่าบ่ายหนึ่งนายเอ็ดวินกลับมาดูความคืบหน้าของการบูรณะบ้าน เขาเห็นภรรยาของเขาคุกเข่าอยู่ท่ามกลางคนงาน เธอพยายามผสมสีให้ได้สีที่เธอต้องการ คือสีน้ำเงินวิลเลียมส์เบิร์ก ซึ่งเธอบอกว่าจะย้ายเข้ามาพำนักก็ต่อเมื่อเธอได้สีทาบ้านในเฉดที่เธอต้องการ ผลของความตั้งใจและความหลงรักในบรรยากาศของบ้านในดงต้นจามจุรี บนถนนวิทยุ ทำให้นายและนางสแตนตันได้ที่พำนักที่งดงามสมกับความตั้งใจ และได้อยู่จวบจนหมดวาระทางราชการ ตัวบ้านคงจะเป็นแค่งานสถาปัตยกรรม หากผู้อยู่อาศัยไม่ได้เพิ่มเติมความชอบหรือรสนิยมของตนลงไป ซึ่งบ้านหลังนี้ เคยเป็นที่พพำนักของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกามาหลายท่าน แต่ละท่านจะมีการตกแต่งปรับปรุงบ้านให้งดงามต้องตามรสนิยม

โดยบ้านหลังนี้ได้รับรางวัลเป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประเภทที่อยู่อาศัย จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ.2527 ในครั้งนี้ นิตยสาร Elle Decoration ได้รับเกียรติเป็นแขกของท่านทูต กลินต์ ที. เดวีส์ (Ambassador Glint T. Davies) และภริยา คือนางแจ๊กเกอลีน เอ็ม. เดวีส์ (Mrs.Jacqueline M. Davies) ให้เยี่ยมชมอาคารที่เป็นประวัติศาสตร์และงดงามเช่นนี้ โดยท่านทูตเดวีส์ได้นำชมด้วยตัวท่านเอง

“ผมแวดล้อมไปด้วยสุภาพสตรี (ท่านมีบุตรสาว 2 คน และหลานสาว 2 คน) งานศิลปะส่วนใหญ่ในบ้านนี้เป็นผลงานของศิลปินหญิงเสียส่วนใหญ่ โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ไป อย่างภาพเหมือนบุคคลของหญิงสาวในยุคสมัยเดียวกับที่บ้านหลังนี้สร้างขึ้นนั้น เป็นผลงานของจิตรกรสตรีที่มีชื่อเสียงของยุคนั้น เป็นของสะสมของตระกูลภรรยาของผม ผมนำมาจัดวางเคียงภาพผู้หญิงจากศิลปินหญิงร่วมสมัยที่ผมชื่นชอบ ดูที่ดวงตาของภาพสิ ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

เช่นกันว่ารายละเอียดตกแต่งในบ้านหลังนี้มาจากการเลือกสรรของภริยาท่านทูต เธอบอกว่าชอบการไปตลาดนัดวันหยุดที่จตุจักรมากๆ ที่นั่นจะมีงานศิลปะและงานตกแต่งต่างๆ ของศิลปินคนไทยที่เธออยากสนับสนุน และการเลือกสรรของเธอได้สร้างความสมบูรณ์แบบและดูร่วมสมัยในหลายๆ ห้อง ไม่ว่าจะเป็นโคมเพดานขนาดใหญ่ในห้องรับแขกหรือเหนือโต๊ะอาหาร ซึ่งเธอเลือกสรรมาเพราะมีรูปทรงคล้ายระฆังหรือกังสดาลของไทย เป็นโคมไฟ ที่ไม่โบราณแต่นำมาจัดแต่งในบ้านที่มีแชนเดอเลียร์แบบโบราณได้อย่างลงตัว ห้องที่เป็นมุมโปรดของทั้งสองก็คือมุมพักผ่อนในห้องรับแขกใกล้ๆ กับเปียโนหลังใหญ่ เนื่องจากมุมนี้อยู่ใกล้หน้าต่างกระจกมีแสงที่ลอดลงมาจากต้นจามจุรีใหญ่ที่แผ่คลุมบริเวณบ้านเข้ามาให้ความสว่างนุ่มนวลในห้อง แต่ส่วนที่ท่านทูตเดวีส์และภริยาทำการตกแต่งและทำให้ได้เห็นเนื้อไม้สักที่เป็นโครงสร้างหลักของบ้านนี้ รวมทั้งสีเขียววิลเลียมสเบิร์กที่กล่าวขานเป็นตำนานคู่บ้านนั่น คือการซ่อมแซมในส่วนผนังด้านหลังของห้องรับประทานอาหารที่เหมือนเป็นผนังลอย เพราะด้านนอกคือทางเดินรอบๆ ห้องอาหารนี้

ผนังส่วนที่ว่าไม่ได้มีการทาสีทับเฉกเช่นส่วนอื่นๆ หากแต่เผยให้เห็นเนื้อไม้สัก ซึ่งท่านทูตเล่าว่าท่านตั้งใจที่จะทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้เห็นลายไม้สักที่สวยงามนี้ชัดเจน จึงมีการลงฝุ่นจีนในเนื้อไม้แล้วขัดทำให้เห็นเส้นลายไม้ชัดเจนสวยงาม และการซ่อมแซมสีครั้งนี้มีการขูดลอกสีเดิมเป็นชั้นๆ ลงไป จนเห็นสีแรกสุดที่ทาไม้ตรงส่วนนี้ นั่นก็คือสีนำ้เงินวิลเลียมสเบิร์กนั่นเอง ซึ่งเป็นสีออกเขียวอ่อนผสมสีฟ้าจางๆ ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินอย่างที่เข้าใจกันมาโดยตลอด ซึ่งท่านทูตเดวีส์ได้ตัดสินใจปล่อยให้ส่วนซ่อมแซมตรงนี้เป็นเช่นนี้ และนำภาพจิตรกรรมที่งดงามมาแขวนไว้ เพื่อบ่งบอกว่านี่คือผนังที่เขาตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพื่อแสดงถึงร่องรอยประวัติศาสตร์ของบ้านหลังนี้

“เมื่อคุณย่างก้าวเข้ามาในบ้าน คุณจะรู้สึกทึ่งระคนตื่นใจในตัวสถาปัตยกรรมจากประวัติศาสตร์ เมื่อมีโอกาสตกแต่งสถานที่แห่งนี้ก็คงต้องนำเสนอสิ่งที่เป็นภาพลักษณ์ของอเมริกา ว่าบ้านแบบอเมริกันควรเป็นแบบไหน ตอนแรกที่ผมกับภรรยาเห็นบ้านหลังนี้ก็ทราบเลยว่าเราจะมีหน้าที่นำเสนองานศิลปะที่เราสะสมมาตั้งแต่ไปประจำอยู่ที่ออสเตรเลีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกา ตอนนี้เรามาอยู่ในเอเชีย ซึ่งงานศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของศิลปินหญิง บ้านหลังนี้เป็นที่พำนักของท่านทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมา 70 ปี มีท่านทูต 22 ท่าน เคยพำนักที่นี่ รวมทั้งตัวผมเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประวัติศาสตร์ บ้านหลังนี้ได้ต้อนรับอาคันตุกะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ไทย เจ้าหน้าที่การทูต จากชาติต่างๆ และข้าราชการไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผูกพันบ้านหลังนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ที่ยาวนานของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย”

ท่านทูตเดวีส์ได้หันไปทางภรรยา เพื่อขอความเห็นถึงบ้านหลังนี้บ้าง “สำหรับดิฉันขอเสริมว่า ไม่ว่าโอกาสใดที่จะได้ซ่อมแซมหรือตกแต่งเพิ่มเติมบ้าน ดิฉันมักจะคิดถึงอะไรที่เป็นไทย หรือเป็นงานดีไซน์ไทยจากฝีมือของช่างท้องถิ่น หรือแม้แต่งานดีไซน์ของจิม ทอมป์สัน รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่เป็นสไตล์อเมริกัน เพื่อนำมาผสมผสานกันให้สถานที่นี้มีบรรยากาศของทั้งสองประเทศที่สามารถรวมอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน”

บ้านที่สง่างามหลังนี้คือหน้าประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ตัวบ้านสีขาวหลังใหญ่ภายใต้ความร่มครึ้มของต้นจามจุรีใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บ่งบอกถึงอายุอันยาวนาน รากที่หยั่งลึกลงดินนั้นเสมือนความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของสองประเทศ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านผันไปนานเพียงใด เราก็ยังจะเห็นบ้านหลังงามนี้ยืนตระหง่านเป็นภาพอันงดงามอยู่เสมอ

ท่านทูต กลินต์ ที. เดวีส์ และนางแจ๊กเกอลีน เอ็ม. เดวีส์ ภริยา

 

เรื่อง : เศรษฐพงศ์ เผ่าวัฒนา
สไตล์ : วชิรปาณี มากดี
ภาพ : Christopher Wadsworth



LOAD MORE
LOAD MORE
http://www.elledecorationthailand.com/wp-content/uploads/2017/12/web-temp3-02-5.png