21st anniversary elledecoration thailand
LOVE | 5 Dec 2017
พระอารามหลวง บทบาท เรื่องราวและความเปลี่ยนแปลง
ตามรอยอัครศาสนูปถัมภกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

อาณาบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เต็มไปด้วยวัดวาอาราม ที่ปัจจุบันได้รับบทบาทเป็นสัญลักษณ์แทนสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้คนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชม เรียนรู้ความเป็นไทยผ่านสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ใครจะรู้บ้างว่าพื้นที่อันงดงามเหล่านี้ ได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองมามากมาย จากจุดเริ่มต้นการสร้างบ้านแปงเมืองในสมัยรัชกาลที่ 1 ฟันฝ่าอุปสรรคและขยับขยายเติบโตเป็นกรุงเทพฯตามยุคสมัย ล่วงเลยมากว่า 230 ปี พื้นที่รั้ว หลังคาและซุ้มประตูต่างมีร่องรอยและเรื่องราวที่จารึกผ่านตัวอักษรและคำบอกเล่า

การย้อนรอยประวัติศาสตร์มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสะท้อนภาพปัจจุบันให้เด่นชัด เหมือนการลงพื้นที่สำรวจกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในครั้งนี้ ที่นำพาเราไปขยายภาพของพระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านวัดสำคัญ 2 แห่ง คือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหารและวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรศรี โพวาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมัคคุเทศก์นำชม

หากพูดถึงศาสนสถานที่ใหญ่โตที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์เกาะรัตนโกสินทร์ คงไม่มีอะไรจะสูงเด่นไปกว่า “พระบรมบรรพต” หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากกันว่าภูเขาทอง ภายในวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ตั้งแต่เมื่อทรงปราบดาภิเษก และยังเป็นที่ตั้งของเจดีย์ทรงลังกาสีทองบนภูเขาจำลองความสูงเกือบ 80 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 5 ทศวรรษ ใน 3 รัชกาล อาจารย์พีรศรีเปิดประเด็นว่าจุดเริ่มต้นของภูเขาทองมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ให้สร้างพระปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกของพระนคร คล้ายพระเจดีย์วัดภูเขาทองที่กรุงศรีอยุธยา แต่สร้างไม่สำเร็จ

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงให้เปลี่ยนแบบ สร้างเป็นภูเขาก่อพระเจดีย์ไว้บนยอด ออกแบบให้มีบันไดแยกทางขึ้น-ลงสองฝั่ง จนสร้างสำเร็จในสมัยรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และทรงอันเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานไว้ภายใน

นอกจากการเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน เล่ากันว่าเจดีย์ภูเขาทองยังเคยเป็นพื้นที่สังเกตการณ์ในวิกฤตการณ์ร.ศ. 112 ถึงขนาดรัชกาลที่ 5 รับสั่งให้นำปืนใหญ่ขึ้นมาติดตั้งบนฐานเจดีย์มาแล้ว

(บน) พระอุโบสถ (ซ้ายล่าง) ซุ้มเสมาทรงกูบช้าง (ขวาล่าง) หอไตร

 

เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูเข้ามายังเขตพุทธาวาส อันมีพระระเบียงและพระพุทธรูปเรียงรายทั้ง 4 ด้าน จะพบกับพระอุโบสถหลังใหญ่ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 ถือเป็นศูนย์รวมงานศิลปกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจารย์พีรศรีชวนสังเกตถึงความแปลกของซุ้มเสมาทั้ง 8 ทิศ ที่ช่างไทยได้รับแรงบันดาลใจจากกูบช้าง ถ่ายทอดเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ดูวิจิตรพิสดาร ประดับกระเบื้องเลือบสีอย่างสวยงาม

ภายในวัดสระเกศยังมีหอไตร เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกุฏิซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อครั้งต้นกรุง อาจารย์พีรศรีเล่าว่าตามตำราสถาปัตยกรรม พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นแบบอย่างของการเข้าถึงเขตสังฆวาสที่มีชั้นเชิง ให้ความสงบเป็นส่วนตัวแก่พระสงฆ์ในการจำวัดและศึกษาพระธรรม

(ซ้ายบน) พระบรมสารีริกธาตุใต้ฐานเจดีย์ภูเขาทอง (ขวาบน) รัชกาลที่ 9 โดยเสด็จฯ รัชกาลที่ 8 ที่ภูเขาทอง (ล่าง) ทัศนียภาพพระนครจากภูเขาทอง

 

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช(รัชกาลที่ 9) โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ไปทรงสักการะพระบรมบรรพตเมื่อคราวเสด็จนิวัติพระนครเป็นครั้งแรก และในสมัยรัชกาลที่ 9 มีการบูรณะภูเขาทองครั้งใหญ่ ระหว่างพุทธศักราช 2493-2497 โดยเสริมโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กให้แข็งแรง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2497 รัชกาลที่ 9 เสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ยอดพระมณฑปด้วย

พระอุโบสถวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

 

สำหรับวัดที่มีความผูกพันกับราชวงศ์จักรีและในหลวงรัชกาลที่ 9 มากที่สุดคือวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ฐานองค์พระพุทธชินสีห์ ภายในพระอุโบสถ

ภายในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

 

อาจารย์พีรศรีเล่าว่าวัดบวรฯ เป็นวัดที่มีความผูกพันกับพระบรมราชจักรีวงศ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ดำรงสมณเพศเป็นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงก่อตั้งธรรมยุติกนิกายที่วัดบวร จึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่พระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูงจะเสด็จมาประทับที่นี่เมื่อคราวทรงผนวช

(บน) พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (ซ้ายล่าง) ตำหนักปั้นหย่า (ขวาล่าง) ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จออกจากพระตำหนักปั้นหย่า เมื่อครั้งทรงลาผนวช

 

ด้วยความเก่าแก่ ภายในวัดจึงผสมผสานศิลปะตามพระราชนิยม อย่างพระตำหนักปั้นหย่า เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 3 ชั้น แบบตึกฝรั่ง ผนังทึบ เจาะช่องหน้าต่างโดยรอบ ไม่มีกันสาด สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3 สำหรับเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 4 ต่อมาเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงพระผนวชเป็นปฐมฤกษ์ ก่อนจะเสด็จไปจำพรรษายังตำหนักอื่น

(ซ้าย) ตำหนักเพ็ชร (ขวา) ตำหนักจันทร์

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างอาคาร 2 ชั้นแบบตะวันตก ด้วยทรัพย์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจันทราสรัทธาวาส ถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส พระราชทานนามว่าตำหนักจันทร์ จุดเด่นของอาคารคือการคือลายปูนปั้นตราพระเกี้ยวจุลมงกุฏที่กึ่งกลางซุ้มหน้าต่างชั้นบน

พัฒนาการของงานช่างได้สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่อาคารทรงไทยประยุกต์ที่ตำหนักเพ็ชร ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นอาคารสองชั้นประดับมุขหน้าด้วยปูนปั้นลายเครือเถา ภายในเป็นท้องพระโรง ตกแต่งสไตล์ตะวันตก ถูกใช้เป็นที่ประชุมของมหาเถรสมาคมหลายต่อหลายครั้ง ตำหนักแห่งนี้ยังมีความสำคัญในด้านงานพิมพ์ จากที่เคยเป็นโรงพิมพ์ธนบัตรอีกด้วย

ห่างไปไม่ไกล ยังมีศาลาไม้หลังน้อย ตั้งอยู่บนฐานปูน มีตัวอักษรเขียนว่า “พลับพลาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี” พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  ศาลาหลังนี้เคยตั้งอยู่ภายในสวนพระราชวังเดิมเป็นสถานที่นับพบของรัชกาลที่ 4 กับพระราชมารดา  ภายหลังที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีสวรรคต รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายศาลาหลังนี้มาอยู่ที่วัดบวรนิเวศเป็นอนุสรณ์

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงฉายภาพหมู่ร่วมกับคณะพระภิกษุหน้าตำหนักเพ็ชร

 

เช่นเดียวกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังพระราชพิธีทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 แล้ว พระองค์เสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด พระองค์เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า–เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยตลอดเวลา 15 วัน ในวันทรงลาผนวชวันที่ 5 พฤศจิกายน 2499 พระองค์ได้ทรงปลูกต้นสัก 1 ต้น ที่บริเวณข้างพระตำหนักปั้นหย่า แล้วทรงปลูกต้นสนฉัตร 2 ต้น ที่บริเวณหน้าพระตำหนักทรงพรตไวเป็นที่ระลึก

รัชกาลที่ 9 ทรงปลูกต้นสัก 1 ต้น ที่บริเวณข้างพระตำหนักปั้นหย่า

 

อาจารย์พีรศรีได้ทิ้งท้ายถึงพลวัฒน์ของสถาปัตยกรรมไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ที่เห็นได้จากพระอารามหลวงทั้ง 2 แห่ง ได้รับการบูรณะและพัฒนาโดยพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลจวบจนปัจจุบัน ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทำนุบำรุงพระศาสนาเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนและแหล่งมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติเรื่อยมา

เรื่อง : ศุภวิชช์ สงวนเลิศฤทัย
ภาพ : กิตติเดช เจริญพร



LOAD MORE
LOAD MORE
http://www.elledecorationthailand.com/wp-content/uploads/2017/12/web-tempsdfas2-01.png