SKIN & BONES สัจจะของธรรมชาติและการออกแบบ
21st anniversary elledecoration thailand
STYLE | 14 May 2018
SKIN & BONES สัจจะของธรรมชาติและการออกแบบ
สถาปัตยกรรม "ผิวหนังและกระดูก" มนตร์สเน่ห์ของความเรียบง่าย

น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ คงเป็นคำจำกัดความในสมัยนี้ หากพูดถึงผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรมของ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์ (Ludwig Mies van der Rohe) ผู้ที่เป็นตำนานหรือแนวหน้าของวงการสถาปัตยกรรมที่มีแนวคิดสมัยใหม่หรือ Modernism และเป็นบุคคลที่ให้นิยามการออกแบบด้วยแนวคิด “Less is More” และ “God is in the Details” จนเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ดีไซน์ร่วมสมัยอย่าง “Skin and Bones”


The Chicago Federal Center (ค.ศ.1974) ออกแบบโดย มีส ฟาน เดอร์ โรห์

มีส ฟาน เดอร์ โรห์ เป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้สร้างภาษาการออกแบบให้กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เขาเน้นเสมอว่า “สถาปัตยกรรม คือยุคสมัยที่แปลงรูปเป็นอาคาร” ดังนั้นสถาปัตยกรรมในยุคสมัยใหม่ต้องแสดงให้เห็นจิตวิญญาณของความงามเชิงอุตสาหกรรม และต้องเผยให้เห็นถึงสัจจะของวัสดุต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นสถาปัตยกรรม

“Less is More” เป็นประโยคที่ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ ใช้เพื่อกล่าวถึงแก่นแท้ของสถาปัตยกรรมที่เขาออกแบบ “น้อย” คือการใช้ส่วนประกอบน้อยเท่าที่จำเป็น ตัดทอนสิ่งไม่สำคัญออก คงเหลือแต่วัสดุที่นำมาใช้อย่างตรงไปตรงมา และไม่มีสิ่งใดมาปิดบัง เพื่อให้ภาษาของการออกแบบในยุคสมัยใหม่เกิดขึ้นชัดเจนที่สุด


Barcelona Pavilion (ค.ศ.1929) ออกแบบโดย มีส ฟาน เดอร์ โรห์

โดยผลงานหรืออาคารที่ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ ออกแบบส่วนใหญ่ถูกจำกัดความ หรือเรียกว่าเป็นอาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรม “Skin and Bones” (ผิวหนังและกระดูก) หรือเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้โครงสร้างน้อยชิ้นในการจัดระเบียบโครงสร้างอย่างสมดุลต่อพื้นที่เปิดโล่งอิสระ ที่ตัวอาคารเป็นโครงสร้างเหล็กและบางส่วนถูกปกคลุมด้วยพื้นผิวกระจก

ซึ่งเป็นอาคารที่หากมองผิวเผินแล้วอาจดูเรียบง่ายไม่สะดุดตา แต่กลับกลายเป็นสเน่ห์ของตัวอาคาร เพราะหากมองให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดของโครงสร้าง ทั้งความสมมาตร ความลีนและรายละเอียดในการออกแบบ จะเห็นถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนและเห็นกระบวนการทางความคิดที่กลั่นกรองหรือสกัดมาแล้วว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญต่อฟังก์ชันและการใช้งานของอาคาร ซึ่งตัดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกและคงความเป็นธรรมชาติและความเรียบง่ายไว้ให้มากที่สุด



Seagram Building (ค.ศ.1958) ออกแบบโดย มีส ฟาน เดอร์ โรห์

เหล็ก กระจก และหิน เป็นวัสดุที่มีส ฟาน เดอร์ โรห์ นำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของการออกแบบอาคาร ภายใต้ความเรียบง่ายของอาคารที่เขาออกแบบมักสะท้อนความชัดเจนของการใช้งาน และความลึกซึ้งในการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ผลงานอย่าง Barcelona Pavilion (ค.ศ.1929), Farnsworth House (ค.ศ.1951), อาคาร Crown Hall ของ IIT (ค.ศ.1956) และอาคารตึกสูงอย่าง Seagram Building (ค.ศ.1958) ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นอาคารสูงที่ใช้ระบบ Curtain Wall ที่มีความสวยงามที่สุด จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของปรัชญาการออกแบบของมีส ฟาน เดอร์ โรห์

คำพูดที่ว่า “God is in the Details” เป็นอีกประโยคหนึ่งที่มีส ฟาน เดอร์ โรห์ มักกล่าวถึงอยู่เสมอ เขาจึงเป็นสถาปนิกผู้ไม่ยอมให้รายละเอียดใดๆ หลุดรอดสายตา ทุกอย่างต้องพิถีพิถันโดยกำหนดลักษณะและตำแหน่งการติดตั้งไว้อย่างชัดเจน ภายใต้ความเรียบง่ายจึงซ่อนความอุตสาหะของช่างฝีมือ และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของนักออกแบบ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ กล่าวว่า “สถาปนิกต้องรู้จักการใช้งานของส่วนประกอบต่างๆ ก่อน จึงจะสามารถนำมาประกอบรวมกันอย่างมีความหมายได้”


อาคาร Crown Hall ของ IIT (ค.ศ.1956) ออกแบบโดย มีส ฟาน เดอร์ โรห์

ด้วยความเข้าใจถึงหลักการของธรรมชาติที่เขานั้นพยายามถ่ายทอดผ่านแก่นแท้ทางสถาปัตยกรรม ตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้ซึ่งความสำคัญและฟังก์ชั่นในการใช้งาน ปรัชญาการออกแบบของ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ “Skin & Bones” จึง เป็น Classic Design ที่ร่วมสมัยและคงอยู่ตลอดไป เพราะเป็นความงามที่เรายังเห็นคุณค่าและสัมผัสได้มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน


โครงการ Noble Around Ari

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีอาคารไม่น้อยที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากแนวคิดและหลักปรัชญาของ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ มาจนกระทั่งในปัจจุบัน รวมถึงโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่าง “Noble Around Ari” แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของคอนเซ็ปต์ดีไซน์ “Skin & Bones” ไว้อย่างชัดเจน การโชว์โครงสร้างอาคารให้เห็นเด่นชัดพร้อมกับวัสดุที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพถูกปกคลุมบางส่วนด้วยพื้นผิวกระจก ทั้งหมดสะท้อนถึงความเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ความเป็นธรรมชาติของการออกแบบที่คำนึกถึงการใช้งานเป็นหลัก บอกเล่าเรื่องราวของอาคารอย่างตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ถูกกลั่นกรองและออกแบบไว้อย่างพิถีพิถัน

แต่ในความเรียบง่ายและรูปทรงเหลี่ยมของอาคารยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่ก้าวข้ามผ่านความธรรมดาทั้งการออกแบบภายในสไตล์ “Real Modern” ในช่วงยุคปี 40-50s ที่ผสานความเป็นคลาสสิกไว้ได้อย่างลงตัว รวมถึงบริเวณอุโมงค์ต้นไม้ทางเข้าของโครงการที่ช่วยบรรเทาความวุ่นวายจากภายนอกพร้อมลดทอนความมัสคูลินของอาคาร ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเข้าถึงง่ายใกล้ชิดธรรมชาติและรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่ตลอดเวลา

ปรัชาการออกแบบของ มีส ฟาน เดอร์ โรห์ น้อยแต่มาก ลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น คงเหลือไว้ซึ่งวัสดุที่เข้าใจง่าย ดูเป็นธรรมชาติ ให้งานสถาปัตยกรรมได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาผ่านความเรียบง่าย ที่แฝงไปด้วยรายละเอียด ยังคงสามารถหยิบยกมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบได้อย่างร่วมสมัย ด้วยความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดา ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนทำให้เทรนด์ที่เป็นที่นิยมถูกปรับเปลี่ยนและแทนที่อยู่บ่อยครั้งในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักได้ถึงความเรียบง่าย เป็นสิ่งที่มีสเน่ห์เหนือกาลเวลา

อ่านรายละเอียดโครงการ Noble Around Ari เพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/itxSSu

ภาพ : Noble, Flickr user: Smallforks, Reshot



LOAD MORE
LOAD MORE
http://www.elledecorationthailand.com/wp-content/uploads/2018/05/Noble_300x300.png