21st anniversary elledecoration thailand
BLOG | 9 Nov 2017
ให้แสงสว่างนำทาง
48 ชั่วโมงกับการเที่ยวแบบไร้แผนในนครโฮจิมินห์

ทุกคนคงจะเห็นด้วยกับผม ยิ่งเราเติบโตขึ้น โลกเองก็เหมือนจะหมุนเร็วขึ้นเป็นเงาตามตัว คำว่าเหลือเฟือในชีวิตประจำหาได้ยากขึ้นทุกที เวลาเองก็ด้วย ในแต่ละวันช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน การจะหาเวลาว่างยาวๆ ในการลักพาตัวเองหนีออกไปเติมพลังกายและใจ ดูจะลำบากนะครับ แต่ที่จริงแล้ว หนังสือฮาวทูทั้งหลายก็บอกอยู่ทนโท่ว่านั่นมันแค่ขออ้าง เคล็ดลับของการมีเวลาทำโน่นทำนี่ คือลงมือเลย ไม่ต้องคิดให้มันมากนักหรอก

ผมใช้ชุดความคิดนี้ ตัดสินใจตกลงไปเที่ยวเวียดนาม เมื่อเพื่อนสนิทโทรมาชวน รายละเอียดที่รู้ขณะนั้นคือ นครโฮจิมินห์ เป็นเวลาสองวันหนึ่งคืน เรียบง่ายคล้ายความฉุกละหุกของทริป เราสามคนแทบจะไม่มีความสนใจพิเศษเกี่ยวกับประเทศแห่งงอบนี้เลย ทุกคนรู้แค่ว่าอยากจะไปกินรสเฝอต้นตำหรับเท่านั้น เลยคิดกันว่า เอาน่า…ถือซะว่าเหมือนไปเที่ยวหัวหิน สบายๆ เดี๋ยวไปหาที่เที่ยวเอาหน้างานก็แล้วกัน

ณ วินาทีที่จมูกได้หายใจเอาอากาศไซง่อนเข้าปอด ผมรู้สึกละอายใจที่เผลอมีทัศนคติแบบเดียวกันชาวตาน้ำข้าวมองประเทศไทย เมืองโฮจินมินห์มีความเจริญมาก เรียกว่าน้องๆ ของกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ โฮจินมินห์ควบตำแหน่งนครแห่งเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ของเวียดนาม หลังจากเปิดดูแผนที่ดูแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหลายถูกตั้งอยู่ในบริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลกันมากนัก พอจะเดินถึงกันได้ พวกเราจึงรู้สึกถูกหวยและรู้สึกพระเจ้าคุ้มครอง หากแต่การเดินทางก็น่ากังวลไม่น้อย เพราะรถสาธารณะค่อนข้างขึ้นยาก และได้ยินคำบอกเล่ามาว่า รถรับจ้างประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องการหลอกชาร์จนักท่องเที่ยว สรุปได้ว่า ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็จะเดินเที่ยวมันทั้งหมดนี่แหละ!

ที่พักในทริปนี้ เป็นโรงแรมกึ่งเกสต์เฮาส์ ตั้งอยู่บริเวณถนน Ly Tu Trong ใกล้กับวงเวียนกลางเมือง ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่ละแวกเดียวกัน เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวเดินเท้าอย่างพวกเรา ว่าแต่เราจะไปเที่ยวไหนกันล่ะ บอกได้เลยครับว่าทุกคนจะต้องแปลกใจ บางครั้งผมก็เห็นภาพเมืองโฮจิมินห์แห่งนี้ซ้อนทับกับเชียงใหม่ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ในบรรยากาศที่โปร่งสบายมากกว่า มีสถาปัตยกรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ และ สถานที่สวยๆ งามๆ ให้เลือกชมมากพอ ซึ่งจะต้องประทับใจใครหลายคน ไม่มากก็น้อย

Independent Palace

หากจะเปรียบสิ่งก่อสร้างให้เป็นตัวละครในวรรณกรรม ตึกสวยสไตล์ฝรั่งยุค 60s-70s หลังนี้ ก็คงจะมีปูมหลังอารมณ์เดียวกับแม่พลอยสี่แผ่นดินแน่นอน มันผลัดชื่อและเจ้าของข้ามยุคสมัยและเป็นฉากหลังให้กับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนานเกือบ 150 ปี เดิมที อาคารแห่งอิสรภาพถูกสร้างขึ้นในช่วงที่ฝรั่งเศสยึดครองอำนาจ ภายใต้ชื่อ Norodom Palace ก่อนจะถูกยื้อแย่งไปมา ตั้งแต่ญี่ปุ่น แต่ฝรั่งเศสก็ยึดคืน เมื่อหมดยุคล่าอาณานิคมจึงคืนให้กับเวียดนามซึ่งเข้าสู่ปัญหาทางการปกครองกันต่อ จนในที่สุดเมื่อเวียดนามประกาศตัวเป็นสาธาณรัฐ อาคารแห่งนี้จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Independent Palace

หากใช้สายตาของนกมองลงมา จะเห็นคฤหาสน์แห่งนี้คล้ายกับตัวอักษรจีน จี๋ () แปลว่าโชคดี ในขณะเดียวกันภาพอาคารด้านหน้าก็ยังมองให้มีตัวอักษรความหมายดีมากมายซ้อนทับกันอยู่ อย่างเช่น ศูนย์กลาง ราชา ความอุดมสมบูรณ์ หรือ ปาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนการศึกษาและเสรีภาพแห่งการแสดงออก

ปัจจุบันอาคารแม่พลอยของเราถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Reunification Palace แต่ทุกคนก็ยังคุ้นปากกับชื่อเดิมกันอยู่ ปัจจุบันอาคารแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมความงามเคล้ากับประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น ส่วนตัวผมเองประทับใจความกว้างใหญ่และโครงสร้างเก่าแก่ที่ดูรักษาไว้อย่างดี อาคารสีขาวปลั่งตัดกับสีเขียนของต้นไม้และธงชาติเวียดนามสีแดงสด เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามเอาเรื่องเลยทีเดียว

Bitexco Financial Tower

“การแข่งขันเรื่องความสูงของตึก ไม่ควรจะเป็นประเด็น เพราะตำแหน่งมันถูกโค่นได้ง่ายๆ” คาร์ลอส ซาปาต้า (Carlos Zapata) สถาปนิกผู้ออกแบบถึงที่สูงเป็นอันดับสองของเวียดนามได้กล่าวไว้ ตึกไบเท็กซ์โค แห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเติบโต สำหรับเป็นสำนักงาน ร้านอาหารหรู และ จุดชมวิวสุดเมืองโฮจิมินห์และแม่น้ำไซง่อนสุดตระการตา

อย่างที่คุณคาร์ลอสได้ออกตัวไป ตึกนี้ไม่ได้แข่งที่ความสูง แต่แข่งที่คอนเซปการออกแบบต่างหาก ตัวตึกถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของเวียดนาม กำลังโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำ อันหมายถึงการพุ่งทะยานขึ้นของประเทศ ลักษณะโครงสร้างที่โค้งบางเปรียบได้กับ “อ๊าวส่าย” ชุดของหญิงสาวที่ทิ้งตัวไปตามสรีระ ตึกไบเทกซ์ ทั้งยังมีจุดขายคือลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ที่ไม่ได้อยู่บนยอดตึก ให้แขกผู้มีเกียรติสามารถเดินเข้าห้องต่างๆ โดยไม่ต้องลงมาจากยอดตึก

สิ่งที่ย่อหน้าที่แล้วกล่าวมา ต้องแลกด้วยความปวดกบาลของคนงานและวิศวกร ที่ต้องมานั่งสร้างตึกที่ไม่มีชั้นไหนกว้างเท่ากัน เต็มไปด้วยกระจกโค้งรูปร่างเฉพาะหลายพันบาน การเสริมโครงให้ตึกต้านลมได้ และ หาทางให้เจ้าแท่นจอดฮ. สามารถอยู่ตรงที่มันต้องอยู่และใช้งานได้ ซึ่งทั้งหมดก็ต้องแลกมาด้วยเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่น้อย คิดขำๆ ว่าคึกนี้ อาจจะกำลังแข่งความเยอะอยู่หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

ภาพทิวทัศน์ในค่ำคืนฝนพรำคืนนั้น สวยประทับใจ คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศก็ดียิ่งขึ้น ดวงไฟหลากสีในระยะ 200 เมตรซ้อนทับกับกระจกในระยะเอื้อมถึง ทำให้ผมชอบความสวยแบบไม่เอะอะของเมืองนี้มากยิ่งขึ้น

Ho Chi Minh City Museum of Fine Arts

กาลครั้งหนึ่ง นายหว่า หนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศเวียดนาม ได้สร้างอาคารอาคารสไตล์ยุโรปที่ตกแต่งไปด้วยชิ้นส่วนของศิลปะพื้นเมือง เพื่อการธุรกิจ รวมถึงใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว หลายสิบปีผ่านไป เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านการปกครองของประเทศ บ้านแห่งนี้ได้ลดบทบาทลง

เมื่อประเทศเข้าสู่การตื่นตัวทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ คณะกรรมการประชาชนจึงเล็งเห็นโอกาสที่จะแปลงโฉมอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์ ใช้เป็นตัวแทนของวัฒนกรรม ประวัติศาสตร์ และความศิวิไลซ์ของนครโฮจินห์ ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะของศิลปินที่สื่อถึงความรักชาติ หรือ ถ่ายถอดวิญญาณความโรแมนติกของภาพทิวทัศน์และผู้คนและในยุค 90 คุณแง ภรรยาของจิตกรชาวเวียดนามชื่อดัง ได้เช่าชั้นใต้ดินของอาคาร และเปิดเป็นที่พักพิงของงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้เกิดงานนิทรรศการมากมาย

สำหรับสายอาร์ต ที่ชอบเดินพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ไม่ควรพลาด เพราะแค่ตัวอาคาร ตั้งแต่รายละเอียดของกระเบื้องไปจนถึงหลังคา ก็คุ้มแล้ว แต่แนะนำให้ไปกันหลายคนหน่อยนะครับ เพราะมีข่าวลือว่าผีลูกสาวของนายหว่าสิงอยู่ในบ้าน จนมีคนเอาประเด็นนี้ไปทำเป็นภาพยนตร์เลยทีเดียว!

Saigon Notre-Dame Basilica

เนื่องจากในยุคล่าอาณานิคม เวียดนามได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสอยู่เป็นเวลาไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมืองแห่งนี้จะมีคริสตศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่สวยงามไม่แพ้ใคร

วิหารนอร์เธอดาม หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Cathedral Basilica of Our Lady of the Immaculate Conception ได้ถูกสร้างขึ้นแทนที่เจดีย์เก่า เพื่อใช้เป็นที่เผยแผ่และประกอบพิธีทางศาสนาในยุคสงคราม ก่อนจะถูกแก้แค้นเอาคืนด้วยปลวกเวียดนาม (ฮา) โบสถ์จึงถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ นำเข้าวัสดุต่างๆ ทั้งอิฐจากเมือง ตูลูซ (Toulouse) ซึ่งเป็นอิฐเกรดดี ที่คงความแดงสดของสีจนถึงปัจจุบันแม้เวลาผ่านไปเกินร้อยปี กระเบื้อแก้วสีจากเมืองชาทร์ (Chartres) แห่งฝรั่งเศส รูปปั้นพระแม่มารีอุ้มพระเยซูก็ถูกทำขึ้นจากแกรนิต จากกรุงโรม ประเทศอิตาลี ถ้าเปรียบเป็นคนก็คงเป็นไฮโซที่ใช้ของนอกตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยหละครับ

ด้วยความคล้ายกันกับโบสถ์ชื่อดังชื่อเดียวกันที่ปารีส ผมจึงชอบคิดทีเล่นทีจริงว่ามันคือนอร์ธเธอดามสาขาโฮจิมินห์ซิตี้ จุดต่างกันใหญ่ๆ ก็คือสีและระฆังที่สาขาเวียดนามมีเพิ่มขึ้นมา ซึ่งมันก็ทำหน้าที่เป็นทั้งแม่เหล็กดึงดูนักท่องเที่ยวและแบกดรอปที่ดีในการถ่ายรูป ด้วยรูปร่างหน้าตาทั้งในและนอกที่น่าประทับใจ

Saigon Central Post Office

ห่างออกไปจากวิหารนอร์เธอดามไม่เท่าไร ก็จะพบกับไปรษณีย์กลางสีเหลืองขาวตัดเขียวแห่งนี้ ด้วยความง่ายต่อการเล่าเป็นเกร็ดความรู้ ผู้คนจึงมักเข้าใจผิดว่าที่นี้ ถูกออกแบบโดย Gustave Eiffel เจ้าของเดียวกับหอไอเฟล ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว Alfred Foulhoux เป็นคนออกแบบ แหม น่าสงสารเขานะครับ

บรรยากาศภายในสำหรับผม มันคล้ายกับหัวลำโพงแบบที่สะอาดและเรียบร้อย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่มากกว่า ด้วยลวดลายของกระเบื้อง หลังคาทรงโค้งดูโอ่โถง ภาพแผนที่ทั้งสองฝาผนังมีความวินเทจและเต็มไปด้วยกลิ่นอายการเดินทาง พาลชวนให้คิดถึงฉากในหนังคลาสสิกแนวพจญภัยสักเรื่อง

นอกจากจะสวยที่รูปแล้ว ที่ทำการไปรษณีย์แห่งนี้ก็ยังทำงานเต็มกำลัง มีสแตมป์สวยๆ ให้เลือกซื้อ หรือจะไปถ่ายยรูปกับตู้โทรศัพท์ที่ยังใช้ได้จริงด้วยก็ได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า สถานที่ทั้งหมดนี้ สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้ทั้งหมด รวมไปถึงตลาดเบ็นถัน, โอเปร่าเฮาส์, ซิตี้ฮอลล์, รูปปั้นของนายโฮจิมินห์และร้านของกินรูปสวยรสชาติดีอีกหลายเจ้า ไม่เว้นแม้แต่ร้านเฝอถิ่นต้นตำหรับ ที่เป็นภารกิจของทริปก็ด้วยครับ อร่อยไม่เสียแรงที่มาถึงเลยล่ะ

คำแปลตรงตัวของคำว่า โฮจิมินห์ ก็คือ “guiding light” หรือ แสงนำทาง ตลอดระยะเวลาสองวัน ผมมีความสุข สนุก สบายใจ ปราศจากความกังวลทั้งที่อยู่ต่างถิ่นโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าใดๆ มันทำให้ผมเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตแบบปัจจุบันทันด่วนไม่พึ่งการเตรียมตัวเหรือพิธีรีตอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและไม่ได้ด้อยไปกว่าการใช้ชีวิตแบบใดเลย

บางทีนะครับ คนเรา ขอแค่มีทัศนคติที่ดี และความพร้อมที่จะเผชิญสรรพสิ่งที่เข้ามาหา ไม่ต้องไปคิดให้มากความ  แล้วอะไรๆ อาจจะร่วงหล่นลงเข้าทีเข้าทางอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ออกเดินหน้าไป ให้แสงสว่างนำทางก็เพียงพอแล้ว : )

เรื่อง : ศิลป์ ชินศิรประภา



Tag : Escape,  Ho Chi Minh,  Vietnam
SILP CHINSIRAPRAPA / DENTIST / WRITER

เด็กสายวิทย์ที่โตมากับการเลี้ยงดูแบบศิลป์ๆ ทำให้อินกับงานสร้างสรรค์ มักประทับใจกับสิ่งธรรมดาที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจและมีชั้นเชิง ชอบการท่องเที่ยว เดินชมมิวเซียมและสิ่งก่อสร้างแฝงไปด้วยเรื่องเล่า ฝันอยากจะมีหนังสือของตัวเองควบคู่ไปกับการเป็นหมอฟันที่ดี

SILP CHINSIRAPRAPA / DENTIST / WRITER

เด็กสายวิทย์ที่โตมากับการเลี้ยงดูแบบศิลป์ๆ ทำให้อินกับงานสร้างสรรค์ มักประทับใจกับสิ่งธรรมดาที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้น่าสนใจและมีชั้นเชิง ชอบการท่องเที่ยว เดินชมมิวเซียมและสิ่งก่อสร้างแฝงไปด้วยเรื่องเล่า ฝันอยากจะมีหนังสือของตัวเองควบคู่ไปกับการเป็นหมอฟันที่ดี

LOAD MORE
LOAD MORE
http://www.elledecorationthailand.com/wp-content/uploads/2017/11/light-01.png